ค่าเพาเวอร์แฟคเตอร์คือเงินที่จ่ายเพิ่มทุกเดือนโดยไม่ได้ใช้พลังงานเพิ่มแม้แต่หน่วยเดียว และมักสูงขึ้นหลังติดโซลาร์เซลล์ หากไม่ได้ปรับระบบชดเชยกำลังไฟฟ้ารีแอคทีฟให้สอดคล้องกัน
ขณะเดียวกัน กระแสฮาร์มอนิกจากอินเวอร์เตอร์ ไดรฟ์มอเตอร์ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งมองไม่เห็นในบิล ทำให้คาปาซิเตอร์ หม้อแปลง และสายไฟร้อนเกินและเสื่อมเร็ว — ตรวจวัดคุณภาพไฟฟ้าก่อน แล้วจึงตัดสินใจลงทุนระบบผลิตไฟฟ้า
21,138.39 ฿
ค่าเพาเวอร์แฟคเตอร์ในบิล กฟภ. เพียงเดือนเดียว (ตัวอย่างบิลจริง)
0.46
PF ต่ำสุดที่วัดได้ในกรณีศึกษา ทั้งที่ค่าเฉลี่ยดูปกติที่ 0.946
113 A
กระแสฮาร์มอนิกลำดับที่ 5 เทียบเกณฑ์ 62 A — เกินเกือบ 2 เท่า
≤ 5 ms
เวลาตอบสนองของ SVG เทียบกับตู้คาปาซิเตอร์ที่สับทีละสเต็ป
มิเตอร์ของการไฟฟ้าวัดเพาเวอร์แฟคเตอร์จากไฟที่ดึงจากสายส่งเท่านั้น เมื่อโซลาร์จ่ายพลังงานจริง (kW) ให้โหลดแทน ไฟที่ซื้อจากการไฟฟ้าลดลง แต่กำลังไฟฟ้ารีแอคทีฟ (kvar) ที่มอเตอร์ คอมเพรสเซอร์ และหม้อแปลงต้องใช้ยังถูกดึงจากสายส่งเท่าเดิม สัดส่วน kvar ต่อ kW ที่มิเตอร์จึงสูงขึ้น — PF ที่มิเตอร์ต่ำลง แม้เครื่องจักรในโรงงานจะทำงานเหมือนเดิมทุกอย่าง
PF ที่มิเตอร์
0.93
PF ที่มิเตอร์
0.71
ตัวอย่างคำนวณเพื่ออธิบายหลักการ — เกณฑ์ kvar = 61.97% × 400 kW = 248 kvar · ส่วนที่เกิน 152 kvar × 56.07 บาท (ก่อน VAT)
≈ 2.7 แสน ฿
ต่อปีรวม VAT หากเกิดซ้ำในระดับเดียวกันทุกเดือน
≈ 0.63
PF เมื่อเทียบ kvar สูงสุดกับ kW สูงสุดของบิลนี้
ค่าปรับลักษณะนี้แก้ได้ที่ต้นเหตุ และมักคืนทุนเร็วกว่ามาตรการลดค่าไฟอื่น ๆ ลองเปิดบิลของสถานประกอบการคุณ แล้วดูบรรทัด “ค่าเพาเวอร์แฟคเตอร์” ว่ามีตัวเลขหรือไม่
อินเวอร์เตอร์โซลาร์ ไดรฟ์ปรับรอบมอเตอร์ (VSD) UPS และแหล่งจ่ายไฟของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ดึงกระแสไม่เป็นรูปไซน์ เกิดกระแสความถี่สูงกว่า 50 Hz (ฮาร์มอนิก) ไหลวนในระบบ โวลต์มิเตอร์อาจอ่านค่าแรงดันได้ปกติ แต่กระแสส่วนเกินนี้ทำให้อุปกรณ์ร้อนและเสื่อมก่อนวัย
หม้อแปลง T1 2,500 kVA / 415 V · ค่า 95% probability maximum จากการตรวจวัดในกรณีศึกษา
ความเพี้ยนแรงดัน (THDv)
2.8–2.9%
อยู่ในเกณฑ์ 5% — “ดูปกติ”
ความเพี้ยนกระแส (THDi)
42–51%
ค่าสูงสุดชั่วขณะถึง 89% (เฟส B)
ตู้คาปาซิเตอร์ยังเป็นอุปกรณ์ที่คุ้มค่าสำหรับโหลดที่นิ่ง แต่มีข้อจำกัดเมื่อโหลดผันผวนหรือมีโซลาร์ร่วมในระบบ
สับเข้า–ออกด้วยคอนแทคเตอร์ทีละสเต็ป ต้องรอคาปาซิเตอร์คายประจุ ตามโหลดที่เปลี่ยนเร็วและแดดที่มีเมฆบังไม่ทัน
ชดเชยได้ทีละขนาดสเต็ป ไม่ละเอียดพอ บางช่วงขาด บางช่วงเกิน — ในกรณีศึกษาวัดได้ทั้ง +62 และ −43 kvar
จ่ายได้เฉพาะรีแอคทีฟแบบ Capacitive เมื่อชดเชยเกิน (Leading) แก้กลับไม่ได้
คาปาซิเตอร์กับหม้อแปลงอาจเกิดการสั่นพ้องที่ความถี่ฮาร์มอนิก ขยายกระแสฮาร์มอนิกแทนที่จะลด
การแก้คุณภาพไฟฟ้าใช้งบน้อยกว่าระบบผลิตไฟฟ้ามาก คืนทุนเร็ว และทำให้โซลาร์ที่ติดภายหลังไม่สร้างค่าปรับหรือภาระให้อุปกรณ์เดิม
แยกค่าพลังงาน ค่าความต้องการพลังไฟฟ้า และค่าเพาเวอร์แฟคเตอร์ ให้เห็นว่าเงินส่วนไหนลดได้ด้วยวิธีใด
ติดตั้งเครื่องบันทึกคุณภาพไฟฟ้าที่ตู้ MDB ต่อเนื่องหลายวัน เก็บ PF, kvar, THDv, THDi และกระแสฮาร์มอนิกรายลำดับ
กำหนดขนาด SVG / Active Harmonic Filter จากข้อมูลจริง เผื่อการเติบโตของโหลดและระบบโซลาร์ในอนาคต
ออกแบบขนาดตามโหลดกลางวันจริง บนระบบไฟฟ้าที่พร้อม แล้ววัดผลเทียบกับข้อมูลตั้งต้นจากขั้นที่ 2
SVG (Static Var Generator) ใช้อินเวอร์เตอร์ IGBT สร้างกระแสรีแอคทีฟหักล้างกับกระแสในระบบอย่างต่อเนื่อง ไม่มีสเต็ป ส่วน Active Harmonic Filter (AHF) ใช้หลักการเดียวกันฉีดกระแสหักล้างฮาร์มอนิก — เลือกใช้แยกหรือร่วมกันตามผลตรวจวัด
| หัวข้อ | ตู้คาปาซิเตอร์แบงค์ | SVG / AHF |
|---|---|---|
| เวลาตอบสนอง | ระดับวินาที (สับทีละสเต็ป) | ≤ 5 มิลลิวินาที |
| ความละเอียดการชดเชย | เป็นขั้นตามขนาดสเต็ป | ต่อเนื่อง ได้ PF > 0.99 |
| ทิศทางการชดเชย | Capacitive อย่างเดียว | ทั้ง Inductive และ Capacitive |
| ฮาร์มอนิก | เสี่ยงสั่นพ้องและขยายฮาร์มอนิก | กรองได้ลำดับที่ 2–51 |
| เมื่อแรงดันตก | กำลังชดเชยลดลงตามแรงดันยกกำลังสอง | ทำงานได้ที่แรงดัน −40% ถึง +20% |
| ขยายระบบ | เพิ่มสเต็ป / ตู้ใหม่ | โมดูลาร์ เพิ่มโมดูลได้ |
ตามรุ่นที่ใช้ในกรณีศึกษา — รุ่นและขนาดสำหรับแต่ละโครงการกำหนดจากผลตรวจวัด
โรงงานรับไฟ 10 kV มีหม้อแปลง 5 ลูก (T1–T4 จ่ายโหลดโรงงาน, T5 รับไฟจากระบบ PV) ติดตู้คาปาซิเตอร์ที่ T1–T4 แล้ว ปีก่อนเสียค่าปรับ PF รวม 4,100 USD หลังติด PV ค่าปรับในช่วงไม่กี่เดือนสูงถึง 2,800–4,100 USD
ผลการตรวจวัดด้วยเครื่อง FLUKE ต่อเนื่อง 3 วัน หลังติดตั้ง SVG
กำลังไฟฟ้ารีแอคทีฟคงค้าง (kvar)
−90%
รีแอคทีฟคงค้างลดลง
เพาเวอร์แฟคเตอร์ (PF)
ก่อน
0.46–1.00
แกว่งตามโหลดและแสงแดด เฉลี่ย 0.946
หลัง
~1.00
นิ่งใกล้ 1 ต่อเนื่อง
เมื่อ PF ที่จุดวัดของการไฟฟ้าอยู่ใกล้ 1 ปริมาณ kvar จะอยู่ต่ำกว่าเกณฑ์คิดค่าปรับ (เทียบเท่า PF 0.85) ด้วยระยะห่างที่ปลอดภัย
ที่มา: Case Study on Power Quality Management in Photovoltaic Sites — Shanghai YT Electric Co., Ltd. (กรณีศึกษาต่างประเทศ ระบบ 10 kV/0.4 kV) · เกณฑ์ค่าปรับและอัตราในประเทศไทยแตกต่างกัน ตัวเลขผลลัพธ์ของแต่ละโครงการขึ้นกับผลตรวจวัดหน้างาน
แนบบิลค่าไฟเดือนล่าสุด ทีมวิศวกรจะคำนวณค่าเพาเวอร์แฟคเตอร์ที่จ่ายอยู่ ปริมาณ kvar ที่ต้องชดเชย และประเมินว่าควรตรวจวัดคุณภาพไฟฟ้าหน้างานหรือไม่ ส่งผลกลับภายใน 3 วันทำการ
ข้อมูลและไฟล์ของท่านใช้เพื่อจัดทำผลวิเคราะห์และติดต่อกลับเท่านั้น หากแนบไฟล์ไม่สำเร็จ ส่งบิลมาที่ sales@plai.co.th ได้เช่นกัน
ทีมวิศวกรของพลายซิสเตมส์จะวิเคราะห์และติดต่อกลับทางอีเมลหรือโทรศัพท์ที่ท่านระบุ ภายใน 3 วันทำการ
ค่าเพาเวอร์แฟคเตอร์เป็นเพียงหนึ่งในสี่ส่วนของบิลที่ลดได้ ส่วนที่เหลือคือค่าพลังงาน On-Peak / Off-Peak และค่าความต้องการพลังไฟฟ้า ซึ่งลดได้ด้วยการย้ายโหลด ระบบควบคุมดีมานด์ โซลาร์ และแบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน